7 สุดยอดเคล็ดลับในการเพิ่มหน้าตักสำหรับทัวร์นาเมนต์โป๊กเกอร์

เป็นเรื่องปกติมากที่คำค้นอย่าง tournament tips หรือ เคล็ดลับในการเล่นทัวร์นาเมนต์ จะถูกใช้ค้นหาบนเว็บ Google

ผมเดาว่าคนที่ใช้คำค้นพวกนี้คงไม่ได้หาเพื่อคิดว่าจะให้ทิปกับ Dealerแจกไพ่ มากแค่ไหนหรอก แต่เขากำลังมองหาบทความสั้นๆง่ายๆที่จะนำมาใช้ทบทวนและเป็นกลยุทธ์ก่อนที่พวกเขาจะเล่นทัวร์นาเมนต์โป๊กเกอร์ต่างหาก

ซึ่งตอนที่ผมได้ลองค้นหาโดยใช้คำค้นอย่าง Poker tournament tips ข้อมูลที่ผมได้มาก็ไม่ค่อยจะมีน้ำมีเนื้อเท่าไหร่แถมยังล้าสมัยหรือให้ข้อมูลมาแบบผิดๆอีกต่างหาก

ผม (Miikka Anttonen – ผู้เขียนบทความ) เลยตัดสินใจว่าจะลองทำเกี่ยวกับหัวข้อนี้ด้วยตัวเองดู และผมจะสร้างให้มันเป็น 7 สุดยอดเคล็ดลับในการเล่นทัวร์นาเมนต์โป๊กเกอร์สำหรับผู้เล่นทุกระดับไม่ว่าจะเป็นหน้าใหม่หรือหน้าเก่า

เคล็ดลับที่ 1: ขโมย Blind ให้บ่อย แต่ไม่ต้องเล่นเสี่ยงเกิน

 “Open small and often” “เปิดให้บ่อยแต่ไซส์ต้องเล็ก”

วลีนี้เป็นกลยุทธ์ที่ถูกใช้กันทั่วไปในช่วง มาหลายปีแล้ว ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงได้ผลอยู่

ในช่วงการเล่นที่มีการจ่าย Antes นั้น หากเราเปิด Raise 2.25BB เพื่อขโมย Pot สมมติใน 10 ครั้ง เราขโมยสำเร็จ 4-5 ครั้งก็ถือว่ากำไรละ(ยังไม่รวมโอกาสที่ไพ่เราจะเล่นต่อได้อีกในช่วง Post-flop หากคู่ต่อสู้เราขัดขืน)

ตัวอย่างเช่น

ในทัวร์นาเมนต์ 9 คน, Blinds 500/1000 Antes 100

Gary ในตำแหน่ง Button ถือ 

ทุกคนหมอบจนมาถึง Button, Gary Raise 2200

ถึงจุดนี้ ใน Pot มี 2400 จาก Blind(1500) และ Antes(900) ซึ่ง Gary เสี่ยงจ่ายแค่ 2200 เพื่อเอา Pot 2400 นั่นหมายความว่า การ Raise เปิดเพื่อขโมย Pot ของ Gary ต้องสำเร็จอย่างน้อย 47.8% เพื่อให้ได้กำไร

เว้นแต่ว่าผู้เล่นในตำแหน่ง BB/SB เป็นผู้เล่นที่ Aggressive ซึ่งจะขัดขืนและสู้กับคุณด้วย 52.2% ของมือที่เหลือ

ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละโต๊ะที่เล่น แต่โดยทั่วไปแล้วคุณก็สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าผู้เล่นในตำแหน่ง SB จะเล่นประมาณ 10-15% ของมือทั้งหมด(ส่วนมากจะเล่นโดยใช้การ 3-bet) 40% ที่เหลือก็จะเป็นของผู้เล่นตำแหน่ง BB ที่มีโอกาสที่จะเล่น

หากคุณเปิด Raise แล้วผู้เล่นตำแหน่ง BB Tight มากถึงขนาดหมอบไพ่อย่าง Q5s หรือ K7o การที่คุณเปิด Raise ด้วยมืออย่าง 72o จะทำกำไรให้คุณในทันที! อะไรกันล่ะเนี่ย เปิด Raise ด้วยไพ่อ่อนๆ 2 ใบก็ทำกำไรได้แล้วเหรอ

(และแน่นอน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังไม่รวมถึงโอกาสที่คุณจะได้เล่นในช่วง Post-flop อีก)

หากเจอกับคู่ต่อสู้ที่อ่อนกว่า การเปิด Raise บ่อยๆและขนาดเล็กๆ ยังได้ผลอยู่นะ โดยเฉพาะเราอยู่ในตำแหน่ง Late Position

ในตำแหน่ง Early หรือ Middle ไพ่ที่ได้มาส่วนใหญ่จะตัดสินใจง่ายมากว่าจะเลือกเปิด Raise หรือหมอบ แม้แต่คนที่ไม่ได้เก่งอะไรมากมายก็รู้ว่าสามารถเปิดด้วยไพ่อย่าง AQ ได้ในทุกๆตำแหน่ง และเลือกที่จะหมอบด้วยไพ่อย่าง 75o โดยไม่ลังเลเลย

แต่ก็จะมีกรณีที่เหลือคู่ต่อสู้หลังคุณอีกนิดหน่อยและคุณอยากจะทำให้ Opening Range ของคุณกว้างขึ้น ซึ่งตรงจุดนี้มันสำคัญมากถ้ารู้ดีว่าคณิตศาสตร์มันใช้งานอย่างไรในโป๊กเกอร์และคุณคาดการณ์ได้ว่าคู่ต่อสู้จะ Call คุณด้วยไพ่แบบไหน

ถ้าเราอยู่ในตำแหน่ง Late Position ผมขอแนะนำให้พวกคุณทุกคนไม่ต้องไปสนใจ Hand Opening Chart แต่ให้มุ่งความสนใจไปที่คู่ต่อสู้ของเราและเลือกว่าเราควรจะใช้ไพ่แบบไหนเล่นกับพวกเขา

กับคู่ต่อสู้บางคนมันก็ถูกนะถ้าคุณจะ Raise เปิดด้วยไพ่อะไรก็ได้หากคุณอยู่ในตำแหน่ง Button แต่สำหรับบางคนคุณก็ต้อง Tight และเลือกไพ่ที่ค่อนข้างดีหน่อย

 

เคล็ดลับที่ 2: ป้องกัน Big blind ของคุณบ่อยๆ

ประโยคที่คุณจะเห็นต่อไปนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณจะนำไปใช้ได้จากบทความนี้(เว้นแต่ว่าพวกคุณๆรู้กันอยู่แล้วอ่ะนะ)

คุณต้องป้องกัน Big blind ของคุณให้บ่อยเข้าไว้ในทัวร์นาเมนต์โป๊กเกอร์

พวกเราเพิ่งรู้กันไปว่าการเปิด Raise ด้วยขนาดเล็กๆเพื่อขโมย Blind เพื่อสร้างกำไรนั้นต้องการให้สำเร็จแค่ประมาณ 50% ซึ่งภาระส่วนใหญ่ในการเป็นผู้เล่นตำแหน่ง Big blind ก็คือการหยุดพวกหัวขโมยทั้งหลายไม่ให้เหิมเกริม Raise ใส่เราบ่อยเกินไปนัก

และอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เราต้องปกป้อง Blind ของเราบ่อยๆนั่นก็เพราะ ในตำแหน่ง Big Blind เราจะได้ Pot odds ที่คุ้มแสนคุ้ม

ตัวอย่างในมือของ Gary เมื่อกี้นี้ มี 4600 ใน Pot(2400 จาก Blinds และ Antes และ 2200 ที่ Gary เปิด Raise) หากผู้เล่นในตำแหน่ง BB อยากจะดู Flop ก็เพียงจ่ายเพิ่มอีกแค่ 1200 เท่านั้นเอง ซึ่งด้วย Pot odd อย่างนี้ ขอแค่ไพ่เรามีโอกาสชนะแค่ 20.6% ก็เล่นได้ละ

ซึ่งมันจิ๊บจ๊อยมาก ขนาด 72o เจอกับ Range ไพ่ของตำแหน่ง Button ยังมีโอกาสชนะมากกว่าอีก(โอกาสชนะคือ 29.45%) แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเล่นทุกมือในตำแหน่ง BB นะ

สมมติถ้าใน Poker ไม่มีการเล่น Post-flop แน่นอนว่าเราต้องป้องกันด้วยทุกมือที่ได้มาเพราะว่าโอกาสชนะของเรามีมากกว่าราคาที่เราได้ซะอีก แต่ว่า ตัวเลขโอกาสชนะอันนี้จำเป็นต้องไปให้ถึงตอนโชว์ไพ่ (Showdown)เพื่อให้มันสัมฤทธิ์ผลจริงๆของมัน

ซึ่งถ้าจะเล่นไพ่อย่าง 72o ให้ไปถึงตอนโชว์ไพ่นี่ไม่ง่ายเลยนะ

และมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้าง Range ในการป้องกัน BB ที่สมบูรณ์แบบออกมา เพราะว่าช่วง Post-flop จะมีไพ่ออกมาไม่เหมือนกันซักตา Board จะมีไพ่ออกมามั่วซั่วยังไงก็ไม่มีใครรู้ ซึ่งตรงนี้เราไม่ต้องการเลือกไพ่ให้มันเป๊ะๆไปหมดหรอก ลองใช้การคาดการณ์ดูว่าเหมาะสมหรือไม่

ทางที่ดีในการคาดการณ์ทางหนึ่งก็คือ ป้องกันด้วยการเลือก Rangeไพ่ ที่อย่างน้อยโอกาสชนะใกล้กับการที่สามารถหยุดคนเปิด Raise ไม่ให้เขาได้กำไรได้

ส่วนมาก การป้องกัน(โดยการ 3-bet หรือ Call)จะใช้ 40% ของมือที่เหลือเมื่อเจอกับคนเปิด Raise ใน Late position แต่ถ้าคุณเป็นผู้เล่นที่เก่ง หรือ คนที่เปิด Raise เป็นผู้เล่นอ่อนๆ คุณควรจะป้องกันให้มากขึ้น

จำไว้เป็นหลักการง่ายๆก็ได้ว่า คุณควรจะ Call ไปเฉยๆด้วยมือที่สามารถเล่นต่อได้ในช่วง Post flop ถ้าคุณยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับการป้องกัน BB เท่าไหร่

มืออ่อนๆอย่าง 97s เป็นมือที่ใครๆก็รู้ว่าได้มาควรทำยังไง แต่ถึงอย่างงั้นก็เถอะ ขนาดมือที่อ่อนที่สุดยังสามารถทำกำไรได้บ่อยเลยเวลาเอาไป Call สู้กับตำแหน่ง Late Position

แต่ถ้าการป้องกันด้วย Range กว้างๆแบบนี้ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ ก็ไม่ต้องรู้สึกแย่ที่จะป้องกันให้น้อยลงหรอก เอาที่ตัวเองสบายใจนั่นแหละ แต่อย่างน้อยก็พยายามอย่าหมอบมือพวก 86s หรือ QTo นะ

โดยส่วนตัวหากผมเจอกับพวกผู้เล่นอ่อนๆ ผมได้ไพ่อะไรมา 2 ใบผมก็จะ Call ไปสู้เลยนะ หรือแม้กระทั่งหาก Fedor Holz (โปรโป๊กเกอร์สัญชาติเยอรมัน) เปิด Raise มา ก็ไม่ทำให้ผมหมอบมืออย่าง Q7o หรือ 32s

การป้องกัน Big Blind ใน Multi-Way Pot (Pot ที่มีผู้เล่นหลายคนร่วมเล่น)

การเล่น Multi-way pot นี่ความยากต่างกันอย่างกับหน้ามือเป็นหลังมือเลยนะ เพราะถึงแม้มือของคุณจะได้ Pot odds ที่ดีมากจากเงินที่มากขึ้นใน Pot แต่มันก็ยากขึ้นมากเหมือนกันที่จะหาโอกาสชนะของไพ่แต่ละคนที่ร่วมเล่น

ใน Pot ของการเล่น Heads-up เนี่ยแค่เราติด 1คู่ก็ทำให้เราชนะได้บ่อยๆละ เช่น ใน Flop  8-6-2 เราถือ K6o เจอกับคนเปิดในตำแหน่ง Button อย่างนี้ก็ถือว่าไพ่เราเนี่ยใหญ่มากเลยนะ แต่ลองจินตนาการดูว่าในสถานการณ์เดียวกัน คุณถือ K6o ใน Pot ที่มีผู้เล่น 4 คน มันก็ต้องมีการมาถกกันมั่งล่ะว่าคุณจะยัง Call C-bet ของคู่ต่อสู้หรือเปล่า

ถึงแม้จะมี Pot odds ที่ดีขึ้นใน Pot ที่มีผู้เล่นหลายคน คุณก็ควรจะเลือกมือที่ใช้ป้องกันมาให้สามารถเล่นในสถานการณ์แบบนี้ได้ดีหน่อยนะ

แต่คุณยังควรที่จะ Call ด้วยมือ Suited(สีและดอกเดียวกัน)ทุกมือ และมืออย่าง JTo ด้วยเช่นกัน มือที่คุณควรหลักเลี่ยงคือมือที่จะเล่นในช่วง Flop ได้ไม่ดีเช่น Q7o มือพวกนี้จะเป็นมือที่ติดคู่ก็เป็นคู่อ่อนๆ ซึ่งมีโอกาสที่จะไปถึงตอน Showdown น้อยมาก

โดยทั่วไปคือ การเล่นใน Multi-way pot คุณต้องตัดสินใจให้ง่ายๆเข้าไว้ ถ้าคุณเลือกจะป้องกันโดยใช้ไพ่ Offsuit หรือ ไพ่ที่ห่างกันมากๆ(59, Q7, K6) มีแต่จะสร้างปัญหาให้คุณเปล่าๆ

 

เคล็ดลับที่ 3: ระวัง 4-bet All-in ให้ดีเมื่อคุณมีหน้าตัก 25-40 BBs

การจะใช้ 3-bet เพื่อบลัฟแต่ไม่ All-in นั้นแตกต่างกันไปตามขนาดหน้าตัก ผมเลยแบ่งออกเป็นเคล็ดลับอันที่ 3 และ 4

ก่อนอื่นเรามาพูดถึงขนาดหน้าตักทั่วไปในทัวร์นาเมนต์ที่ประมาณ 25-40 BBs กันก่อน ด้วยหน้าตักขนาดนี้ คุณต้องใช้มือที่แย่กว่ามือที่คุณจะใช้ Call ธรรมดาหน่อยนึงไป 3-bet เพื่อบลัฟ ตัวอย่างเช่น

ทัวร์นาเมนต์โป๊กเกอร์ มีหน้าตักกำลังดีที่ 35BB

Hero ในตำแหน่ง CO ถือ XX

ตำแหน่ง MP เปิดมาที่ 2.2BB

Hero 3-bet ไปที่ 6.2BB

มือที่ใช้ 3-bet ได้ดีในจุดนี้เช่น  ,  ,  มือพวกนี้จะเป็นไพ่ที่เป็น (ไพ่ที่ทำให้รู้ว่าโอกาสที่คู่ต่อสู้จะถือไพ่ใหญ่ๆน้อยลง เช่น K9 เรามี K อยู่ในมือ ทำให้โอกาสที่อีกฝ่ายจะมี AK KQ KK Kx ลดลง)ได้ดี และการจะใช้มือพวกนี้ Call ธรรมดาก็ดูจะ Loose ไปหน่อย

ถ้าท้ายที่สุดคุณถือ   แล้วถูกบังคับให้หมอบด้วย 4-bet ตรงจุดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ถ้าคุณถือ  แล้วถูกบังคับให้หมอบนี่ เรื่องใหญ่เลยนะ เพราะเราต้องหมอบไพ่ที่มีโอกาสชนะเยอะไปเลย

กลยุทธ์นี้มีผลอย่างมากเวลาเจอกับพวกผู้เล่นทั่วๆไป และการใช้มือที่เป็น Blocker ไพ่สูงๆนั้นสำคัญมาก เพราะมันจะทำให้คนที่เปิด Raise มามีโอกาสน้อยลงที่จะ All-in กลับ

แต่ถ้าเจอกับพวกผู้เล่นอ่อนๆ โดยเฉพาะพวกที่ Call บ่อยๆและไม่ค่อย 4-bet มือพวก  จะใช้ 3-bet ดีมาก อีกอย่างคือถ้าพวกเขายังดื้อและเล่นต่อด้วยมือที่แย่ๆเราสามารถ 3-bet เพื่อทำกำไรโดยไม่ต้องกังวลว่าจะโดนเขาอัดกลับมาให้เราหมอบได้ แต่คุณต้องไม่ 4-bet ถ้าไม่ได้ถือพวก (AA,KK,AK)

ดังนั้น ผมขอสรุปง่ายๆว่า: เลือกมือที่เป็น Blocker ที่อยู่ต่ำกว่า Calling Range ของคุณหน่อยนึงมาใช้ 3-bet เพื่อบลัฟเวลาเจอกับพวกผู้เล่นดีๆที่เล่น Aggressive และ 3-bet หนักๆเพื่อทำกำไรด้วย Range ไพ่ใหญ่ๆเวลาเจอกับผู้เล่นอ่อนๆที่เล่น Passive

 

เคล็ดลับที่ 4: มีหน้าตักหนา(Deep Stacks)งั้นหรอ? 3-bet ให้เหมือนกับเราเล่น Cash Game เลยสิ

หลายๆอย่างจะเปลี่ยนไปมากถ้าเรามีหน้าตักใกล้ๆ 100 BBs และการเล่นที่ดีก็คือการใช้ 3-bet ให้เหมือนกับเล่น Cash game

เนื่องจากเรามีหน้าตักที่หนากว่า คู่ต่อสู้เลยมีแนวโน้มที่จะเล่นเวลาเจอ 3-bet จากคุณมากขึ้น ซึ่งจะพาคุณไปสู่สถานการณ์ที่ยากๆโดยที่คุณถือไพ่กลางๆ

ถ้าคุณมีหน้าตัก 35BBs แล้ว 3-bet ด้วย Q♣J♦ คุณคงไม่ต้องคิดมากเกี่ยวกับสถานการณ์ยากๆหรอกใช่มั้ยล่ะ เพราะว่าคุณเหลือหน้าตักไม่มากแล้ว(ประมาณ 2 pot size) ซึ่งถ้าคุณติด 2 คู่ คุณจะทุ่มไปหมดเลยเพื่อมีโอกาสที่ไพ่ที่แย่กว่าจะเสียให้คุณ

แต่…ถ้าคุณ 3-bet ด้วยมือแบบเดียวกันที่หน้าตัก 100BBs แล้วก็เริ่ม Bet สู้กันใน Flop ที่มี J-high คุณจะค่อนข้างจะมีปัญหาละเพราะอาจจะเจอ KJ หรือดีกว่านั้น

และเพราะเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้แหละ คุณควรจะ 3-bet ด้วย Polarized Range((Range ไพ่ที่ดีสุดหรือแย่ไปเลย ไม่มีไพ่ตรงกลาง เช่น AA KK QQ AK AQ ผสมกับ 78s, 45s, A5s))และเอาไพ่พวก QJo, ATo, อื่นๆ ออกไปจาก 3-bet Range ของคุณ เวลาคุณมีหน้าตักเยอะๆ มือพวกนี้ไม่ใช่มือที่จะใช้เพื่อเพิ่มหน้าตักเลย

เวลาเจอกับพวกผู้เล่นอ่อนๆ บางทีมันก็จะดีกว่าถ้าคุณ 3-bet ด้วย Range ไพ่ใหญ่ๆ รีด Value เล็กน้อย (Thin Value Bet) ให้มากขึ้น และบลัฟให้น้อยลง

แต่ถ้าเจอกับผู้เล่นอ่อนที่มีหน้าตักหนา 100BBs คุณไม่จำเป็นต้องไปแยกว่ามือไหน 3-bet เพื่อบลัฟหรือมือไหน 3-bet เพื่อทำกำไร คุณก็แค่พยายามมีส่วนร่วมใน Pot ให้ได้มากที่สุดเวลาคุณอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่า แล้วก็ 3-bet ให้เต็มเหนี่ยวเวลาได้ไพ่ที่สามารถเล่นได้ดี เช่น JTs, 87s, Q9s และ อื่นๆอีกมากมาย แล้วก็เอาพวกไพ่อ่อนๆอย่าง 53s และ QJo ออกจาก Range ของคุณด้วยนะ

สรุป: ด้วยหน้าตักที่หนามากๆ คุณควรจะถือไพ่ที่ใหญ่ๆมาใช้ 3-bet เวลาเจอกับผู้เล่นอ่อนๆ(Fish) และใช้ Polarized Range มา 3-bet เวลาเจอกับผู้เล่นทั่วไป

เคล็ดลับที่ 5: อย่าใช้ Continuation bet ในทุกมือ

2-3 ปีที่แล้ว ผู้เล่นหลายๆคนไม่ค่อยคิดว่า Board แบบนี้จะไปเชื่อมกับ Range ของผู้เล่นแบบไหน

คุณจะใช้ C-bet มันทุก Flop เลย เพราะว่าการ C-bet ด้วยขนาดครึ่ง Pot เพื่อให้ได้กำไรนั้น ต้องการให้มันสำเร็จแค่ 33.3%เท่านั้น

แต่ทุกวันนี้เหล่าผู้เล่นต่างก็ระมัดระวังกันมากขึ้น และการใช้ Check-Raise เพื่อบลัฟก็กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น ผู้เล่นต่างก็ไม่หลับหูหลับตาบลัฟในจุดที่เสียเปรียบอีกแล้ว แต่พยายามบลัฟที่จะสื่อว่าพวกเขากำลังถือไพ่แบบไหนอยู่

ตอนคุณเห็น Flop ออกมา ลองถามคำถามตัวคุณเองดูด้วย 4 คำถามนี้

  • Flop แบบนี้จะเป็นผลดีต่อ Range ของใครมากที่สุด
  • ใครมีโอกาสที่จะถือ Nuts(ไพ่ที่ใหญ่ที่สุดใน Flop) ได้มากที่สุด
  • Range ของเราเป็นอย่างไรในสายตาคู่ต่อสู้
  • Range ของคู่ต่อสู้เราเป็นอย่างไร

เราไม่ได้ต้องการคำตอบที่มันซับซ้อนหรือเฉพาะเจาะจงหรอก(ระหว่างเล่นคงไม่มีเวลาขนาดนั้นหรอกเนอะ) คุณสามารถหาคำตอบแบบได้ง่ายๆและสมเหตุสมผลได้ ดังนี้

ทัวร์นาเมนต์โป๊กเกอร์ Blinds 50/100, มีหน้าตักกำลังดีที่ 15000

Hero ที่ตำแหน่ง UTG ถือ XX

Hero: Raise 300

BB: Call

Flop (650):    

BB: Check

ความคิดของผู้เล่นทัวร์นาเมนต์ทั่วไปคงคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับไพ่ที่เราถือยังไง

ถ้าพวกเขาถือ AA เขาอาจจะคิดว่า “เราต้องป้องกันแล้วก็ทำกำไรจาก OverPair เราหน่อยแหละ เพราะฉะนั้นเรา Bet ดีกว่า” หรือถ้าพวกเขาถือ AK อาจจะยอมหมอบหรือเลือกที่จะ Bet ไปสัก 1 ที เนื่องจากมันยังถูกอยู่และมีแผนที่จะหมอบอยู่แล้ว

ซึ่งไม่ว่าคุณจะถืออะไร คุณควรจะลองกลับไปถามตัวเองดูด้วย 4 คำถามนั้น

คำถาม 1: Flop แบบนี้จะเป็นผลดีต่อ Range ของใครมากที่สุด

คำตอบ: Range ของ BB น่ะสิ คุณมี Overpair แต่ BB(ส่วนมาก) ไม่มี แต่คุณมีคอมโบของ Overcard ที่ไม่ติด Flop เยอะมาก และมีคอมโบของคู่สูงสุด, คู่กลาง และอื่นๆอีกนิดนึง ในที่นี้ตำแหน่ง BB ก็จะได้ประโยชน์จาก Calling Range ของเขา

คำถาม 2: ใครมีโอกาสที่จะถือ Nuts(ไพ่ที่ใหญ่ที่สุดใน Flop) มากที่สุด

คำตอบ: คู่ต่อสู้ของคุณน่ะสิ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีคอมโบ Range ของไพ่ตองที่เท่ากัน แต่คู่ต่อสู้ของคุณมี Range ของ Straight และ 2 คู่ทั้งหมด ในขณะที่คุณไม่มีเลย ซึ่งในจุดนี้ Overpair ไม่ใช่ Nuts(มือที่ดีที่สุด)แล้ว ทำให้คุณไม่อยากทุ่มหน้าตัก 14.7k ของคุณทั้งหมดไปใน Pot ราคาแค่ 650

คำถาม 3: Range ของเราเป็นอย่างไรในสายตาคู่ต่อสู้

คำตอบ: มันค่อนข้างชัดเจนนะตรงนี้ Range ของคุณโดยทั่วไปก็จะเป็น , ไพ่สูงต่างๆ(Suited Broadways, A-Ts+, A-Jo+, etc)

คำถาม 4: Range ของคู่ต่อสู้เราเป็นอย่างไร

คำตอบ: ตรงนี้แหละเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุดถ้าเราไม่ได้อ่านคู่ต่อสู้เลย เพราะบางคนก็ป้องกัน BB ของตัวเองไม่บ่อย แต่มันก็ได้นะถ้าจะลองเดาดูว่าเขามีโอกาสเยอะมากที่จะถือคอมโบพวก Pocket Pairs, Gut shot, อีกเป็นกอง และมือที่เราคาดไม่ถึงอีกเล็กน้อย

จากคำตอบที่เราได้มา เราสามารถสรุปได้สำคัญๆเลย 2 อย่างคือ

BB มีคอมโบของ Nut Hand ทุกอย่าง แต่เราไม่มีเลย ซึ่งทำให้เราเสี่ยงถ้าจะ Check-raise หรือ Barrel(การยิงซ้ำ) ผู้เล่นที่ฉลาดจะคำนึงถึงตรงนี้และเล่นงานเราหากเราใช้ C-bet โดยการ Check-raise ใส่เราด้วย Range ไพ่ที่เยอะมาก เพราะฉะนั้นเราควรจะ Check กลับและไม่สร้าง Pot ให้ใหญ่ขึ้นด้วยไพ่ที่ค่อนข้างแข็งของเรา ซึ่งตรงนี้ทำให้เรามีโอกาสที่จะสามารถ Call Bet ในช่วง กับ จากคู่ต่อสู้ได้

Range ไพ่ส่วนใหญ่ของ BB จะ Call Bet อย่างน้อย 1 ครั้ง เพราะว่ามันเป็นความคิดที่แย่มากถ้าเราจะ C-bet ไปแล้วก็ยอมหมอบ เราควรจะ Check กลับไปบ้างด้วยมือที่ไม่ติด Flop เลือกที่จะบลัฟด้วยมือที่สามารถมีโอกาสที่จะยิงซ้ำได้หลายๆครั้ง เช่น

เพราะว่าเรามีโอกาสที่จะ Check กลับไปด้วยมือระดับกลางๆอย่าง   หรือ  ตรงนี้ทำให้ Check Range ของเรายังใช้ได้อยู่ และคู่ต่อสู้ของเราก็ไม่สามารถ Over-bluff ใส่เราได้ในช่วงเทิร์น

แล้วในที่สุดเราก็ได้คำตอบมาด้วยกลยุทธ์ที่เชื่อถือได้โดยที่ไม่ต้องใช้ Range ที่เฉพาะเจาะจงหรือโปรแกรมช่วยอะไรเลย!

เมื่อไหร่ที่คุณฝึกจนสามารถทำแบบนี้ได้ทุกครั้งที่เห็น Flop คุณจะใช้แค่ 1-2 วินาทีเพื่อคิดแผนในการเล่นแค่นั้นเอง

แต่ก็แน่นอนว่าเป็นความคิดที่ดีถ้าคุณจะหาข้อผิดพลาดหรือปรับแต่งการเล่นของคุณโดยใช้โปรแกรมช่วยต่างๆ แต่การฝึกแบบด้านบนที่ผมได้บอกไปก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยคุณเวลาเจอกับสถานการณ์จริง

เคล็ดลับที่ 6: วางแผนไว้สำหรับการตัดสินใจครั้งต่อไปด้วย

ข้อนี้ต่อเนื่องจากข้อที่ 5 เลย ก่อนที่คุณจะตัดสินใจอะไรก็ตามในช่วง Pre-flop, Flop หรือ ตอน Turn ออกมา คุณควรจะมีแผนไว้คร่าวๆแล้วว่าจะทำอย่างไรต่อถ้าผลลัพธ์ออกมาแตกต่างกัน

แล้วก็เป็นอีกครั้งนึงที่คุณไม่จำเป็นต้องจำลองทุกๆเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ขึ้นมาหรอก ขอแค่แผนคร่าวๆก็พอแล้ว

เรากลับไปที่ Flop    กันเถอะ แล้วสมมติว่าคุณถือ  ก่อนที่คุณจะ Bet คุณลองถามตัวเองดูด้วย 2 คำถามใหม่นี้

  • เราจะทำอย่างไรต่อไปดีถ้าคู่ต่อสู้ Raise กลับใส่เรา
  • ไพ่ตรง Turn ออกมาแบบไหนเราถึงจะยิงซ้ำ

ด้วยการถามตัวเองอย่างนี้ จะทำให้คุณมีแผนล่วงหน้าไว้แล้วซึ่งจะช่วยให้คุณรอดพ้นจากสถานการณ์ยากๆได้

(ตรงนี้ยังถือว่าจิ๊บจ๊อยนะ ระดับโลกเขาวางแผนกันไว้ถึง River แน่ะ ยังไม่พอนะ ยังคิดอีกว่า Range ของแต่ละฝ่ายจะส่งผลอย่างไรบ้างถ้าผลออกมาแบบนี้ๆ และ ยังมีอีกเยอะ)

ในตัวอย่างนี้ แผนของผมก็น่าจะได้ประมาณนี้

คำถาม 1: เราจะทำอย่างไรต่อไปดีถ้าคู่ต่อสู้ Raise กลับใส่เรา

คำตอบ: ผมจะหมอบ เว้นแต่ว่าคู่ต่อสู้จะ Raise มาเบามากพอที่ผมจะสามารถเล่นต่อไปได้โดยที่ยังมีโอกาสได้กำไรอยู่

ตรงนี้ก็ไม่ใช่ Flop ที่ผมจะ C-bet บ่อยนัก เพราะมันมีโอกาสติดทางคู่ต่อสู้มากกว่าติดทางผม แต่ตรงจุดนี้จะเป็นจุดที่ผมจะใช้ Semi-bluff range เข้ามา และมันก็เป็นปกตินะที่บางครั้งเราจะ Bet-Fold ความสำคัญมันอยู่ที่ผมเลือกมือที่สมเหตุสมผลมาใช้

คำถาม 2: ไพ่ตรง Turn ออกมาแบบไหนเราถึงจะยิงซ้ำ

คำตอบ: ผมจะยิงซ้ำถ้าไพ่ออกมาเป็น โพธิ์แดงทุกใบ, A หรือ K สำหรับ Semi-bluff, 9 ทุกใบ, J และ Q สำหรับทำกำไร

ผมเลือกที่จะดูไพ่ฟรีถ้า Turn ออกมาไม่ช่วยอะไร เพราะผมคิดว่าคู่ต่อสู้คงไม่หมอบมืออย่าง 98 ซึ่งผมยังมีโอกาสอีกนิดหน่อยที่จะติดไพ่ในช่วง River

เคล็ดลับที่ 7: เรียนรู้การดวลตัวต่อตัว (Heads-Up)

ผมคงไม่สามารถสอนการเล่น Heads-up ให้คุณได้ในบทความนี้หรอก แต่ผมจะให้อะไรคร่าวๆไว้เป็นไอเดีย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพื่อจะให้คุณชนะทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆนั่นแหละ

การจ่ายเงิยของทัวร์นาเมนต์มันแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ Poker Site หรือ ผู้จัดทัวร์นาเมนต์โต๊ะจริง ผู้ชนะทัวร์นาเมนต์จะได้เงินมากที่สุดเสมอ

ในทัวร์นาเมนต์ออนไลน์ทั่วไป Buy-in $20 การันตี $10k ผู้ชนะจะได้ประมาณ $2500 อันดับรองลงมาจะเหลือ $1500 ซึ่งนั่นมันแตกต่างกันถึง 50 buy-in เลยนะ

มันดูเหมือนจะไม่สำคัญนะที่ให้ฝึกดวลตัวต่อตัวเนี่ย เพราะในทัวร์นาเมนต์เราจะไม่ค่อยได้ดวลกันเท่าไหร่ แต่เมื่อไหร่ที่คุณถึงจุดนั้นแล้วคุณจะพอใจเพียงแค่ครึ่งนึงเพราะคุณได้เงินมาเยอะแน่ๆแล้วแหละ อย่างไรก็ตามถ้าคุณไม่มีโอกาสเลยที่จะได้เงินของอันดับที่ 1 มันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะเป็นผู้ชนะในระยะยาว

การดวลตัวต่อตัวที่คุณเข้าไปถึงในไม่กี่ร้อยทัวร์นาเมนต์ที่คุณเล่นนี่แหละที่จะตัดสินผลงานของคุณทั้งเดือน ยิ่งในทัวร์นาเมนต์เงินสูงๆ Buy-in ที่จะได้ก็ยิ่งแตกต่างกัน คุณต้องรู้สึกมั่นใจว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเข้าไปถึงการดวลตัวต่อตัวในทัวร์นาเมนต์ได้ คุณมักจะเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้น

เชื่อเถอะว่าการฝึกเรียนรู้ที่จะเล่น Range ให้กว้างขึ้นจะมีประโยชน์มากในทุกๆสถานการณ์ของทัวร์นาเมนต์ด้วยเหมือนกัน ตัวอย่างก็ตำแหน่ง BB เจอกับ Late Position นั่นแหละ ผมแนะนำให้เรียนรู้การดวลตัวต่อตัวในBuy-inต่ำๆที่คุณรู้สึกว่าเงินไม่มีผลอะไรกับคุณ เพื่อที่จะทำให้คุณมุ่งความสนใจไปที่อย่างเดียวคือเล่นให้ดีที่สุด

สรุป 7 สุดยอดเคล็ดลับสำหรับทัวร์นาเมนต์

แค่รู้เคล็ดลับพวกนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะชนะทัวร์นาเมนต์ไหนๆก็ตามที่คุณอยากเล่น อย่างไรก็ตามคุณควรจะจำไว้เสมอว่า ในทัวร์นาเมนต์โอกาสที่ไพ่จะพลิกล็อก หรือ Bad Beat มีสูงมาก ซึ่งคุณควรจะฝึกการบริหารหน้าตักของคุณให้ดีๆ (Bankroll Management)

ที่มา: https://upswingpoker.com/pokertournamenttipsstrategymtt/

แสดงความเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง