ระบบภาษี และวิธีคิดของคนรวย & คนจน

ขอนอกเรื่องโป๊กเกอร์นิดครับ เผอิญไปอ่านกระทู้นึงในพันทิปมา

https://pantip.com/topic/37114124

ก็เป็นการเรียกร้องสิทธิ์หยุมหยิมของคนชั้นกลางถึงรวยที่อาจจะจ่ายภาษีเยอะ แต่มันดราม่าตรงที่ความคิดเห็นตอบกลับ

ซึ่งเป็นตรรกะที่ฟังดูแปลกหน่อยสำหรับผม มันเหมือนกับคนที่หาเงินได้เยอะ = เอาเปรียบเยอะ สูบกินทรัพยากรเยอะ

หรือสรุปให้รวบรัดเข้าคือ รวย = เลว, โกง, เอาเปรียบ แนวๆนั้นเลย

โอเคมันอาจจะมีบ้างที่คนรวยมันกอบโกยหนักขนาดนั้น อย่างเช่นร้านเลข 7 ที่แม่งคิดจะกินรวบทั้งประเทศ แต่คนรวยที่ทำแบบนั้นได้ไม่ได้มีเยอะ และผมเชื่อว่ามันเป็นจุดอ่อนของระบบทุนนิยม ที่รัฐต้องเข้ามากำกับ เช่นบริษัท Microsoft ของอเมริกายังเคยโดนฟ้องเรื่องผูกขาดตลาด แต่จะไปเหมารวมว่าคนรวยมันเชี่ยทั้งหมดคือมันไม่ถูกต้องเท่าไหร่

แต่ตรรกะที่ว่ารวย = บริโภคทรัพยากรประเทศไปเยอะมันแปลกๆ ถ้าคิดแบบนี้ การที่ Google รวยคือกูเกิลบริโภคค่าไฟเปิดเซิฟเวอร์เยอะหรือเขารวยจากความฉลาดในการสร้างแพลทฟอร์มเก็บข้อมูลของ User แล้วคิดหาวิธีทำเงินจากมันกันแน่? แล้วการบริโภคค่าไฟเยอะกว่าคนอื่น แต่ดึงรายได้จากทั่วโลกเข้าบริษัทแม่และจ่ายภาษีให้ประเทศที่บริษัทแม่ตั้งอยู่เป็นล้านๆมันไม่ชดเชยกันหรือ?

และสำหรับคนที่พอเข้าใจการทำงานของระบบเศรษฐกิจ หรือวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่บ้าง จะเข้าใจว่าเศรษฐกิจมันเดินได้หลายๆส่วนมันมาจากคนรวย ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ถ้าคนรวยเปิดบริษัทรับเหมาสร้างบ้าน รับจ้างสร้างบ้าน 1 หลัง จะเกิดการจ้างคนงานสมมติ 10 คน คนงาน 10 คนจะมีรายได้และจะเอารายได้นั้นไปจ่ายให้ภาคส่วนอื่นอีก อาจจะเข้าร้านของชำ ซื้อจานชาม กับข้าว ร้านชำก็เอาเงินไปทำอย่างอื่นต่อ

และในด้านภาษีคือ รัฐจะเก็บภาษีจากบริษัทสร้างบ้าน รายได้คนงาน และรายได้จากร้านขายของชำ ทำให้เกิดวงจรเศรษฐกิจอย่างน้อย 3 ต่อแต่ถ้าเราเป็นคนงาน เรารับเงินมาก็ไปซื้อของชำ ทำให้เกิดวงจรอย่างน้อย 2 ต่อ

ส่วนรัฐจะเก็บภาษีได้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามระบบหรือไม่ หรือคนรวยจะหาวิธีเลี่ยงภาษีอีกหรือไม่ ตรงนี้ผมคิดว่าคงต้องโทษรัฐที่ออกแบบระบบไม่รัดกุม และมันไม่ใช่ประเด็นในเรื่องนี้

และอีกด้านที่ผมอยากจะพูดคือระบบความคิดของคนที่คิดแบบนี้ จากหนังสือ Secret of the Millionaire Mind หนังสืออมตะที่พิมพ์มาเป็นสิบปีโดย กล่าวไว้ว่าคนที่คิดว่าคนรวยเป็นพวกไม่ดี จะไม่มีทางรวย และความคิดนั้นจะฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึก เพราะเขาไม่มีทางกลายเป็นคนที่เขาคิดว่าไม่ดีไปได้

ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดที่เขาคิดแบบนั้น ก็เป็นเพียงระบบความคิดของคนที่ไม่เข้าใจ และการเถียงกันในกระทู้ว่าคนรวยไม่ควรได้รับสิทธิ์ใดๆแล้ว เพราะเงินเยอะก็เสียภาษีเยอะอะถูกแล้ว ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าฝรั่ง ที่เปรียบเทียบระบบภาษีกับการดื่มเบียร์ ลองอ่านดูครับ

และการอ้างอิงระบบความคิดของคนรวยจากหนังสือเล่มเดียวมันอาจจะไม่หนักแน่นเท่าไหร่ แต่ก็ถือเป็นวิจารณญาณส่วนบุคคลละกันครับ แต่ถ้าใครไม่เคยอ่านผมก็แนะนำหนังสือเล่มนี้ ถือเป็น Must Read ติดบ้านที่ต้องมีเลยครับ

————————————————————–

อธิบายระบบภาษีโดยเปรียบเทียบจากการดื่มเบียร์

สมมติว่าทุกๆสัปดาห์ ชายสิบคนจะออกไปดื่มเบียร์กัน และบิลรวมของทั้ง 10 คนคือ 100 ปอนด์ ถ้าพวกเขาจ่ายบิลด้วยระบบแบบเดียวกับที่เราๆจ่ายภาษีกันมันก็จะออกมาประมาณนี้

ชายคนที่ 1-4 (จนสุดๆ) ไม่ต้องจ่ายอะไรเลย

ชายคนที่ 5 จ่าย 1 ปอนด์

ชายคนที่ 6 จ่าย 3 ปอนด์

ชายคนที่ 7 จ่าย 7 ปอนด์

ชายคนที่ 8 จ่าย 12 ปอนด์

ชายคนที่ 9 จ่าย 18 ปอนด์

ชายคนที่ 10 (คนที่รวยที่สุด) จ่าย 59 ปอนด์

พวกเขาตกลงกันไว้ว่าแบบนั้น

ชายทั้งสิบไปดื่มกันทุกสัปดาห์และก็ดูแฮปปี้กันดี จนกระทั่งวันนึงเจ้าของร้านก็หาเหามาให้ “พวกนายนี่โคตรลูกค้าชั้นดีเลย” เจ้าของร้านกล่าว “เพราะงั้นฉันจะลดพิเศษให้พวกนาย 20 ปอนด์ทุกสัปดาห์เลย” ค่าเบียร์รวมของชายทั้งสิบก็จะเหลือ 80 ปอนด์ ณ ตอนนี้

ทั้งกลุ่มยังอยากจะจ่ายบิลเหมือนที่เราๆท่านๆจ่ายภาษีเหมือนเดิม ชายสี่คนแรกจึงไม่มีผลอะไร ดื่มฟรีเหมือนเดิม แล้วชายอีก 6 คนที่เป็นคนจ่ายเงินล่ะ? จะแบ่งสัดส่วน 20 ปอนด์ที่ได้มาฟรีๆยังไงดี จะได้ยุติธรรมกัน? พวกเขาหารือกันว่าถ้า 20 ปอนด์หาร 6 ก็จะได้ 3.33 ปอนด์ แล้วก็เอาไปหักกับคนที่ต้องจ่ายค่าเบียร์ แต่กลายเป็นว่าไม่ใช่แค่ 4 คนแรกเท่านั้นที่ดื่มฟรี กลายเป็นว่าคนที่ 5 กับ 6 จะได้เงินจากการดื่มเบียร์ซะด้วยดิ

เพราะงั้น เจ้าของร้านเลยแนะนำว่างั้นลดตามสัดส่วนเงินของคนที่จ่ายบิลจะยุติธรรมกว่า พวกเขาตัดสินใจจะใช้ระบบภาษีเดิมที่เคยใช้ และก็คิดจำนวนที่ต้องจ่ายของแต่ละคนออกมา

ตามนั้นแล้ว ชายคนที่ 5 จะเหมือน 4 คนแรก คือไม่ต้องจ่าย (ประหยัดไป 100%)

คนที่ 6 จะจ่าย 2 ปอนด์จาก 3 ปอนด์ (ประหยัดไป 33%)

คนที่ 7 จะจ่าย 5 ปอนด์จาก 7 ปอนด์ (ประหยัดไป 28%)

คนที่ 8 จะจ่าย 9 ปอนด์จาก 12 ปอนด์ (ประหยัดไป 25%)

คนที่ 9 จะจ่าย 14 ปอนด์จาก 18 ปอนด์ (ประหยัดไป 22%)

คนที่ 10 จะจ่าย 49 ปอนด์จาก 59 ปอนด์ (ประหยัดไป 16%)
ชาย 6 คนสุดท้ายต่างดีขึ้นกว่าแต่ก่อน และสี่คนแรกก็ดื่มฟรีเหมือนเดิม
แต่หลังจากออกมานอกร้าน แต่ละคนก็เริ่มจะเปรียบเทียบส่วนลดของพวกเขา “ข้าได้แค่ 1 ปอนด์จากส่วนลด 20 ปอนด์เองว่ะ” ชายคนที่ 6 กล่าว แล้วก็ชี้หน้าไปที่ชายคนที่ 10 “แต่ไอนี่แม่งได้ส่วนลด 10 ปอนด์เลย”

 

“เออ ถูก” ชายคนที่ 5 ตามน้ำ “ข้าก็ประหยัดไปแค่ 1 ปอนด์เหมือนกัน ไม่ยุติธรรมเลย ไอ้หมอนี่ได้มากกว่าข้าสิบเท่า”

 

“จริงเลยโว้ย” ชายคนที่ 7 ตะโกน “ทำไมมันได้คืน 10 ปอนด์ แต่ข้าได้แค่ 2 ปอนด์ คนรวยแม่งได้ตลอดอะ”

 

“เดี๋ยวๆ” ชายสี่คนแรกตะโกนพร้อมเพรียง “พวกข้าไม่ได้อะไรเลย ไอ้ระบบจ่ายแบบภาษีนี่มันเอาเปรียบคนไม่มีชัดๆ” จากนั้นชายทั้งเก้าคนก็ล้อมชายคนที่ 10 แล้วรุมยำตีน

สัปดาห์ถัดมา ชายคนที่ 10 ก็ไม่มาดื่มด้วย ก็เลยเหลือคนดื่มเพียง 9 คน แต่พอถึงเวลาจ่ายบิล พวกเขาก็ตรัสรู้ถึงอะไรบางอย่าง ก็คือพวกเขามีเงินรวมกันไม่พอจ่ายบิล !!
และนั่นและครับท่านผู้ชม คือการทำงานของระบบภาษี คนที่จ่ายภาษีสูงสุดจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการลดภาษี ถ้าไปขูดรีดพวกเขามากไป โดยให้เหตุผลว่าเขารวยแล้ว พวกเขาอาจจะไม่มาอีกเลย เขาอาจจะไปดื่มต่างประเทศที่ซึ่งบรรยากาศชวนสบายใจมากกว่า

สำหรับคนที่เข้าใจ ก็ไม่ต้องอธิบายอะไรอีก สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ อธิบายไปก็ไร้ซึ่งประโยชน์

 

อ้างอิง : https://www.moorestephens.co.uk/msuk/moore-stephens-south/news/april-2016/the-tax-system-explained-using-a-beer-analogy

แสดงความเห็น
error: Content is protected !!