พื้นฐานการเล่นทัวร์นาเมนต์

พื้นฐานการเล่นทัวร์นาเมนต์

ก่อนเราจะวิ่งได้แน่นอนว่าเราต้องหัดเดินมาก่อน ในการเล่นทัวร์นาเมนต์ก็เช่นกัน หากเรามีพื้นฐานที่ไม่ดีระยะยาวเราก็ไม่สามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น บทความนี้เริ่มจากปูพื้นฐานคร่าวๆก่อนว่าเวลาเล่นทัวร์นาเมนต์เราควรจะพิจารณาปัจจัยอะไรบ้างเพื่อให้เราตัดสินใจในทัวร์นาเมนต์ได้ดีที่สุดและกลายมาเป็นผู้ชนะในระยะยาว อาจจะมีหลายพาร์ทสักหน่อยนะครับ

โป๊กเกอร์ไม่มีสูตรตายตัว

มือใหม่หลายคนอาจจะคิดว่าโป๊กเกอร์มันยาก ยิ่งบางคนที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์แล้วต้องมาเจอสูตรการคำนวณพวก EV Pot Odds หรือการคำนวณหน้าตักให้เป็นจำนวน Big Blind หรืออะไรต่างๆก็ยิ่งท้อแท้ไปอีก เอาจริงๆเวลาเล่นเราก็ไม่ได้คำนวณอะไรมากขนาดนั้นแต่เราจะต้องรู้และเข้าใจถึงหลักการของมันก่อนและนำไปฝึกฝนเป็นหมื่นๆแสนๆมือจนติดเป็นความเคยชินให้กับเรา

สมมติว่า เราเล่นทัวร์นาเมนต์มีหน้าตักประมาณ 40 Big Blinds (BB) และเราได้ Nut Flush Draw + Overcard 1 ใบตรง Flop ในสถานการณ์นี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราควรจะทำให้ All-in ให้ได้ตั้งแต่ Flop เพราะโอกาสชนะของไพ่เราประมาณ 40% (Equity) + โอกาสที่อีกฝ่ายจะหมอบอีก (Fold Equity) ทำให้การเล่นหนักๆสามารถทำกำไรได้ตรงนี้ ซึ่งจะเห็นเลยว่าเราก็ไม่ได้มีการคำนวณอะไรที่เป๊ะๆแต่เราใช้เพียงแค่หลักการเบื้องต้นที่เราได้เรียนรู้มาเท่านั้น

ควรพิจารณาปัจจัยอะไรบ้างเวลาเล่น

สิ่งที่แตกต่างกันมากๆระหว่างมือโปรกับมือใหม่เลยก็คือ ‘วิธีคิดในแต่ละมือ’ มือใหม่มักจะนึกถึงแค่ไพ่บนมือ 2 ใบและพลาดรายละเอียดสำคัญๆอื่นๆไป ซึ่งจริงๆการเล่นในแต่ละมือนั้นจะซับซ้อนพอสมควร โดยจะมีเยอะมาก ทั้งคุณต้องคิดถึงมือตัวเอง กลุ่มไพ่ที่อีกฝ่ายมีโอกาสถือ (Range of Hands) อีกฝ่ายคิดว่าคุณถือไพ่แบบไหนอยู่ ระดับ Blinds หน้าตักของคุณ หน้าตักของคนอื่นๆ โครงสร้างการจ่ายเงินรางวัล (Prize Structure) Pot Odds, EV, Table Image, การบอกใบ้ต่างๆ (Poker Tells) หรือการอ่านโครงสร้างบอร์ด

เช่นว่า เราถือ 9♠8♠ แล้ว Flop ออก 10♠6♠4♥ ถ้าเห็นก็จะรู้ได้เลยว่าเรามี Gut Shot + Flush Draw ซึ่งมีโอกาสชนะประมาณ 43% เวลาเจอกับ Range ไพ่ส่วนมาก เราควรจะฝึกให้ได้จนแบบบอร์ดออกมาปุ๊บเราก็รู้เลยว่าติดอะไร Equity เราเวลาเจอ Range แบบนี้จะมีเท่าไหร่ (แนะนำ PokerStove ใช้ในการหา Equity)

Expected Value (EV)

ถ้าเราพนันครั้งละ 100 โยนเหรียญหัวก้อยกับเพื่อน ค่า EV ของเราจะเป็น 0 ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ เรามีโอกาส 50% ที่ออกหัวแล้วเราจะได้ 100 ส่วนอีก 50% ที่ออกก้อยเราจะเสีย 100 ให้เพื่อน

แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนเป็น เราชนะได้ 200 แล้วแพ้เสีย 100 โอกาส 50/50 เหมือนเดิมแทนล่ะ เราก็จะคำนวณ EV ตามสูตรได้ดังนี้

EV= 200(0.5) – 100(0.5) = 50

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่เราโยนเหรียญหัวก้อยแล้วได้ Odds เป็น 2:1 แบบนี้ เราจะได้เงิน 50 ซึ่งเกมที่เล่นแล้วได้เงินในระยะยาวแบบนี้แหละที่เราควรจะเล่นโดยสูตรหา EV ด้านบนนี้สามารถนำไปคำนวณได้ทุกสถานการณ์ในการเล่นโป๊กเกอร์

ถ้าเราเล่นในเกมที่ EV+ ทุกครั้งเราจะทำเงินได้ในระยะยาว แต่ถ้าเราเล่นในเกมที่ EV- แน่นอนว่าในระยะยาวจะมีแต่เสีย การที่เรา All-in AA เจอ KK แล้วแพ้ไม่ได้หมายถึงว่าเราเล่นแย่ เราเพียงแค่โดนความผันผวน (Variance) ในระยะสั้นเล่นงานเท่านั้นเอง ซึ่ง Variance นี้ก็เป็นเหมือนความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะได้ในอนาคตกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในตอนนั้น

ทีนี้เราก็รู้แล้วว่าการตัดสินใจแต่ละครั้งของเราจะทำให้เราได้หรือเสีย (หรือบางครั้งก็เท่าทุน) แต่ถ้าไปเล่นจริงๆมันก็หายากนะว่าไพ่บนมือเรามันโอกาสชนะเท่าไหร่ เพราะการจะหาโอกาสชนะให้ได้เราจะต้องรู้ Range ไพ่อีกฝ่าย ซึ่งก็ต้องอาศัยประสบการณ์และข้อมูลอื่นๆมาช่วยในการกำหนด Range ไพ่

การตัดสินใจในโป๊กเกอร์เราสามารถจำแนกออกตาม EV ได้ โดยเราจะเน้นเล่นให้ได้ EV+ มากที่สุดและพยายามเล่น EV- ให้น้อยที่สุด เช่น คุณถือ 8-2 ตำแหน่ง Under The Gun (UTG) คุณสามารถ Raise เพื่อเล่นได้แต่ EV- หรืออาจจะ Call ก็ได้แต่ก็ EV- หรือถ้าเรา Fold EV ก็จะตามเดิมไม่ได้อะไรแต่เราก็ไม่เสียอะไร

แต่บางครั้งเราอาจจะต้องยอมเสียโอกาสได้ EV+ น้อยๆเพื่อรอโอกาสได้ EV+ เยอะๆ โดยจะเจอบ่อยในช่วงท้ายของทัวร์นาเมนต์เวลาเรามี Short Stack โดยถ้าเราคิดว่า All-in ไปแล้วเราได้ EV+ มา 0.25BB ซึ่งก็ไม่เยอะมาก เราควรจะรอเพื่อหาจุดที่เราสามารถทำ EV+ 1BB ได้ก็อาจจะดีกว่า

คือจะเห็นเลยว่าส่วนใหญ่เราจะไม่สามารถหาตัวเลขเป๊ะๆได้หรอก แต่เราอาศัยการคาดการณ์เพื่อหาการตัดสินใจที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่างน้อยๆให้เราได้รู้และเข้าใจพื้นฐานและหลักการของการใช้ก่อนแล้วที่เหลือก็แค่นำไปฝึกใช้บ่อยๆก็จะดีขึ้นเอง ยังมีพื้นฐานเหลืออยู่อีกหลายข้อ เดี๋ยวไว้จะมาต่อในบทความถัดไปนะครับ

แสดงความเห็น
error: Content is protected !!