พื้นฐานการเล่นทัวร์นาเมนต์ – การ กำหนด Range ไพ่

การกำหนด ไพ่ของอีกฝ่าย

มือใหม่มักจะเดาไพ่อีกฝ่ายโดยกำหนดไพ่แค่แบบเดียว แต่สำหรับระดับโปรนั้น เขาจะคาดการณ์โดยกำหนดไพ่แบบเป็นกลุ่ม (เรียกว่า Range) สมมติมีผู้เล่นที่ Tight มาก Raise จาก EP คุณก็สามารถกำหนด Range ไพ่ที่เขามีโอกาสถือได้เลยว่าอาจจะเป็น AA ลงมาจนถึง TT และ AK, AQ แล้วก็อาจจะมีพวก Suited Broadway Q♠J♠ อะไรทำนองนี้ ทีนี้คุณถือ 7♠6♠ Call ตามไปจาก BU และ Flop ออก 7♦4♣2♥

อีกฝ่าย C-bet ออกมา ถ้าตรงนี้อีกฝ่ายเล่นเก่งหน่อยเขาจะ C-Bet ด้วยไพ่ทุกอย่างใน Range เขาเพื่อพยายามโชว์ว่าเขามี Overpair แล้วถ้าคุณ Call ไปและเขามีไพ่อ่อนๆเขาก็จะ Check Turn แต่ถ้าเขา Bet อีกรอบตรง Turn เขาอาจจะมี Overpair แล้วและคุณต้องหมอบ แต่ถ้าคุณเลือก Raise ตรง Flop เขาจะหมอบทุกมือที่แย่กว่าและจะตามหรือ All-in กลับมาด้วยไพ่ที่ดีกว่าคุณได้ แต่เอาจริงๆเราสามารถ Raise ได้เช่นกันแต่ถ้าเจอเขาเล่น Re-raise กลับมาเราก็ต้องหมอบ

Range ของผู้เล่น Aggressive

เราจะยิ่งอ่าน Range ยากขึ้นเวลาเจอกับผู้เล่น Aggressive ในตำแหน่ง LP เพราะเขาจะมีมือหลากหลายรูปแบบมากกว่าพวก Tight ในตำแหน่ง EP สมมติว่าตำแหน่ง CO เป็นผู้เล่นที่เก่งและ Loose Raise และคุณ Call ตามด้วย J♠10♠ Flop ออก J53 ตรงนี้อีกฝ่ายก็มักจะ C-bet ได้ทั้ง Range เขาเหมือนกันเพราะดูแล้วบอร์ดแบบนี้ไม่เข้าทาง Range คุณเท่าไหร่ ถ้าคุณ Call แล้วเขา Bet อีกรอบ Range ของเขาจะแคบลงเหลือประมาณนี้คือ บลัฟล้วนๆกับพวก Draw แล้วก็ไพ่คู่ดีๆหน่อย เช่น คู่ J หรือดีกว่านั้น เพราะตรงนี้ถ้าเขามี Top Pair Kicker ต่ำๆเขาน่าจะ Check เพื่อ Pot Control ทีนี้ถ้าคุณ Call ตรง Turn และคิดว่าอีกฝ่ายจะ Aggressive มากเกินไป คุณก็ควรจะ Call ตรง River ทุกครั้งไม่ว่าไพ่จะออกมาเป็นอะไร แต่ถ้าเขา Check River ก็ให้เรา Check กลับเพราะถ้าเรา Bet ไปพวกมือที่แย่กว่าเราไม่น่าจะ Call

ไม่จำเป็นต้องใส่ทุกมือใน Range

การกำหนด Range นั้นมันจะมีบางมือที่เราไม่จำเป็นต้องใส่ไปใน Range ก็ได้เพราะโอกาสที่เขาจะมีมือนั้นน้อย เช่น คุณ Limp A♥T♥ แล้วตำแหน่ง BB Check ถ้าอีกฝ่ายที่อยู่ตรง BB Check-Call คุณบนบอร์ด A♠9♠8♣ เขาแทบจะไม่มีไพ่ AA, AK หรือ AQ อยู่ใน Range เลย เพราะไพ่พวกนี้คนส่วนใหญ่จะต้อง Raise ตั้งแต่ Pre-flop เพื่อเล่น

การรู้ Range ไพ่อีกฝ่ายนอกจากจะได้ประโยชน์ในการเล่น Post-flop ตรง Pre-flop ก็ได้เช่นกัน สมมติว่า Stack มีประมาณ 20BB คุณถือ 66 Raise 2.5BB และอีกฝ่าย All-in คุณต้องตัดสินใจว่าจะ Call หรือ Fold ดี ตอนนี้มี 24BB ในพอทและถ้าจะเล่นคุณต้อง Call เพิ่มอีก 17.5 ซึ่งทำให้คุณได้ Odds 1.4:1 หรือต้องการโอกาสชนะ 42% เพื่อให้เท่าทุน ทีนี้ถ้าเรารู้ว่า Range เขาจะเป็น AA จนถึง 88 AK จนถึง AJ และ KQ ซึ่งทั้งหมดมี 42 คอมโบของไพ่คู่ที่คุณมีโอกาสชนะแค่ 20% และมีอีก 64 คอมโบของไพ่ที่ยังไม่ติดคู่ที่คุณมีโอกาสชนะ 55% เพราะฉะนั้น ตรงนี้คุณจะมีโอกาส 40% ที่จะได้อยู่ในสถานการณ์ที่โอกาสชนะมี 20% และอีก 60% ที่เหลือคุณจะได้อยู่ในสถานการณ์ที่โอกาสชนะมี 55% ลองเอามาคำนวณก็จะได้

(0.4)(0.2)(41.5) + (0.6)(0.55)(41.5) = 17

ซึ่งเกือบๆเท่าทุน เพราะเราต้องการ 17.5BB เพื่อ Cal ถ้าเราคิดว่าอีกฝ่ายจะมีบลัฟใน Range เช่นพวก A4 หรือ 76 คุณก็สามารถ Call ได้สบายๆ แต่ถ้าแน่ใจว่าอีกฝ่ายจะมีแค่พวก AA จนถึง 88, AK กับ AJ อันนี้ก็เกือบๆจะ Call ได้เช่นกัน

หวังว่าจะได้ความรู้เรื่อง Range ในการเล่นทัวร์นาเมนต์มากขึ้นนะครับ หลังจากนี้ทุกครั้งที่เราเล่นก็ให้พยายามกำหนด Range ไพ่ให้อีกฝ่ายและพยายามบีบ Range อีกฝ่ายให้แคบลงเรื่อยๆด้วยทุกครั้งที่มี Action จนไปถึง Showdown แล้วทุกครั้งที่ได้เห็น Showdown ก็พยายามเอามืออีกฝ่ายมาเปรียบเทียบกับ Range ของเราว่าเรามองถูกมั้ย แล้ว Range ของแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน คนที่ Loose ไพ่ใน Range ก็จะเยอะกว่าคน Tight หรือคนที่ตำแหน่ง LP ก็จะมี Range ที่กว้างกว่าเช่นกัน ส่วนเวลาเล่นก็พยายามตามดู Range อีกฝ่ายตลอด ไม่ควรเปิดทีวี ดูหนังหรือทำนู่นทำนี้ไปด้วยให้เสียสมาธิ บอกเลยว่าถ้าทำได้ ตามนี้ การเป็นแชมป์ทัวร์นาเมนต์ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน สำหรับเรื่อง Range ก็คงประมาณนี้ ไว้ต่อพื้นฐานอื่นๆกันในบทความถัดๆไปนะครับ

แสดงความเห็น
error: Content is protected !!