การเล่น Post-flop ในทัวร์นาเมนต์ – Value Bet

การเล่น Post-flop ในทัวร์นาเมนต์ –

สำหรับบทความนี้จะเป็นตอนแรกในชุด การเล่น Post-flop ในทัวร์นาเมนต์ โดยบทความก่อนหน้านี้ก็เพิ่งจะจบเรื่อง Pre-flop ไป แนะนำให้อ่านเรื่อง Pre-flop ก่อนนะครับเพราะการเล่น Pre-flop ได้ดีจะช่วยให้เราเล่น Post-flop ได้ง่ายขึ้นและทำกำไรได้มากขึ้นด้วยครับ เดี๋ยวเรามาเริ่มเรื่องแรกในช่วง Post-flop กันเลยก็คือเรื่อง Value Bet

Value Bet

การทำ Value Bet ก็คือการที่เราคิดว่าตัวเองมีไพ่ดีกว่าอีกฝ่ายเลยทำการ Bet ไปโดยหวังว่าจะทำกำไรจากการที่อีกฝ่าย Call ตามมาด้วยไพ่ที่แย่กว่า ผู้เล่นอ่อนๆส่วนมากจะคิดว่า Value Bet นั้นจะต้อง Bet เบาๆเท่านั้น ซึ่งนั่นผิดมหันต์ การ Value Bet จะใช้ราคาไหนก็ได้ขอแค่อีกฝ่าย Call มาก็เรียกว่าได้กำไรแล้ว

การจะเป็น Value Bet ได้มือของเราต้องชนะ 50% เวลาเจอ Range ที่อีกฝ่ายใช้ Call ซึ่งในการแข่งทัวร์นาเมนต์ที่เราไม่สามารถเติมชิพได้ เราก็ควรจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เราคิดว่าคุณจะชนะแบบ 52% และเน้น Value Bet เฉพาะตอนที่คุณแน่ใจและคิดว่าอีกฝ่ายจะต้อง Call ด้วยไพ่ที่แย่กว่าแน่ๆ พยายาม Value Bet เวลาเราคิดว่ามือของเรานำ Range อีกฝ่ายอยู่ ซึ่งจะมีอยู่เรื่อยๆแหละที่เรา Bet ไปตรง River แล้วมันไม่ดีเพราะ Range ของอีกฝ่ายที่สามารถ Call ได้จะนำคุณอยู่

ตัวอย่างการ Value Bet

หลายคนมักจะพลาดการทำ Value Bet ไปเลยก็คือการที่คุณ Raise มือพวก AT จาก BU แล้วตำแหน่ง BB Call จากนั้น Flop ออก Q-T-3 เขา Check และคุณ Bet เขาก็ Call และ Turn ออก 4 คุณทั้งคู่ Check และ River ออก 5

ตรงนี้ถ้าเรานำตรง Flop ยังไงส่วนใหญ่เราก็จะต้องนำตรง River และถ้าอีกฝ่ายมี Q ยังไงเขาก็น่าจะ Bet River ออกมาแล้ว เพราะฉะนั้น ตรงนี้เราแน่ใจได้เลยว่ามือคุณน่าจะดีที่สุด และเห็นได้เลยว่าอีกฝ่ายจะ Call ด้วย Range ด้วยกว้างและเป็นมือที่คุณชนะอยู่ทั้งนั้นเช่น พวก T ที่ Kicker ต่ำกว่าหรือพวกคู่ 5 และคู่กลางอื่นๆ

อีกตัวอย่างคือ สมมติคุณ Raise AQ จาก BU แล้ว BB Call จากนั้น Flop ออก Q-8-3

ถ้าเขา Check ตรงนี้คุณควร Bet เพราะเขาสามารถ Call ตามด้วยไพ่ที่กว้างมากที่คุณนำอยู่ หรือถ้าเรามี A8 แทนที่จะเป็น AQ เราก็ควร Bet โดยการ Bet ด้วยมือนี้จะเป็นการผสมระหว่าง Value Bet กับเพื่อปกป้องมือของเรา (Bet for Protection) เพราะเราไม่สนใจหรอกว่าเขาจะ Call ด้วย 66 รึเปล่าแต่ในขณะเดียวกันมันก็ดีกว่าถ้าเขาจะหมอบพวก KJ ที่ยังมี Equity เหลืออยู่พอสมควร

หรือมืออย่าง A3 ก็ควร Bet เพราะไพ่ Turn ออกมาถ้าไม่ใช่ A หรือ 3 มือคุณก็ไปต่อได้ยาก เราไม่รู้หรอกว่าไพ่ Turn ใบไหนออกมาแล้วจะทำให้เราแย่เพราะฉะนั้น การทำให้จบตั้งแต่ Flop ไปเลยก็จะดีกว่า อีกฝ่ายอาจจะนึกครึ้ม Call ตามด้วย A หรือ K เพราะคิดว่าเราบลัฟซึ่งตรงนี้ก็ทำเลยให้เป็น Value Bet หมดเลยแต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมี Value มากหรือน้อยเท่านั้นเอง

แต่ถ้า Bet ด้วย A3 บนบอร์ด Q-8-3 แล้วโดน Call หรือ Raise คุณก็ควรหยุด Value Bet ได้แล้วเพราะตรงนี้มือคุณดูจะตามอีกฝ่ายแล้ว ถ้าอีกฝ่าย Check-Call แล้ว Turn ออก K คุณอาจจะเลือก Bluff ต่อก็ได้ คือจะเห็นได้เลยว่ามือเราสามารถเปลี่ยนจาก Thin Value Bet ไปเป็น Bluff หรือ Semi-bluff ได้ไวมาก เพราะฉะนั้น ถ้ามีแรงต้านหรืออีกฝ่ายกล้า Call หรือ Raise ก็ให้เรายอม Check หรือหมอบไปเลยถ้าเขายังตามอยู่

แค่คิดว่าไพ่ดีกว่าไม่ได้หมายความว่าจะต้อง Bet เสมอไป

สมมติเรา Raise QJ จาก MP และตำแหน่ง BB Call จากนั้น Flop ออก J♠-T♠-3♦

อีกฝ่าย Check Call ตรง Flop และ Turn ออก 2♣ เขาก็ยัง Call คุณ ถ้า River ออก 9♠ แล้วอีกฝ่าย Check คุณก็ควรจะ Check กลับทุกครั้งเพราะ Range ไพ่ที่เขาจะ Call ตามมาได้มีน้อยมากในสถานการณ์นี้และไพ่ที่ Call มาส่วนใหญ่คุณก็จะแพ้ด้วย เพราะพวก Draw ต่างๆติดหมดแล้ว โดยคุณจะแพ้ทุก Flush หรือพวก 2 คู่หรือคู่ J ที่ดีกว่า เพราะเขาคงไม่ Call อีกรอบหรอกถ้ามีมืออย่าง J7

หรือถ้า River ออกมาไม่เปลี่ยนอะไรมากนัก (Blank) คุณก็ควร Check อยู่ดีเพราะอีกฝ่ายจะ Call ตามมาด้วย Range น้อยเช่นกัน โดยเขาจะ Check-Fold พวก Draw ที่ไม่ติดแต่ก็มีบ้างที่เขาจะ Call ด้วยมือที่คุณนำอยู่อย่าง J9,  J8, AT, KT ซึ่งก็มีโอกาสน้อย ก่อนจะ Bet หรืออะไรก็ให้คำนวณ Range อีกฝ่ายเสมอว่าเรานำอยู่เยอะหรือไม่และเขามีโอกาส Call มากน้อยแค่ไหน การที่อีกฝ่ายแสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้หมายความว่าเราจะ Value Bet ได้เสมอไป

ตำแหน่งก็สำคัญเช่นกัน

ตำแหน่งในการเล่นของเราสำคัญมากในการ Value Bet โดยคุณควรจะ Bet ให้มากขึ้นเวลามีตำแหน่งที่ดีกว่า (In Position) เพราะอย่างน้อยก็ได้ข้อมูลอีกฝ่ายมาก่อนหน่อยนึง แต่ถ้าตำแหน่งเราแย่กว่า (Out of Position) เราควรจะ Check พวกมืออ่อนๆที่ติดไปแล้ว (Weak Made Hand) ให้มากขึ้นแทน

เวลาเรา Value Bet ในช่วงท้ายๆของการเล่นมือนั้นและเราคิดว่า Range อีกฝ่ายส่วนใหญ่จะมีแต่พวก Weak Made Hand อย่างพวกคู่กลาง (Middle Pair) หรือ คู่ล่าง (Bottom Pair) ที่เรานำอยู่ ตรงนี้เราก็อยากจะ Bet ในราคาที่เขาสามารถ Call ได้ เช่น เรา Raise KQ จาก MP และอีกฝ่าย Call จาก BB แล้ว Flop ออก K-J-4 อีกฝ่าย Check-Call จากนั้น Turn ออก 3 อีกฝ่าย Check-Call คุณอีกครั้ง ตรงนี้ถ้า River ออกมาไม่เปลี่ยนอะไรมากอย่าง 3 อีกใบและอีกฝ่าย Check ตรงนี้คุณน่าจะเป็น Best Hand แล้วเพราะถ้าอีกฝ่ายมีมือที่ดีกว่าอย่าง AK เขาน่าจะ Re-raise ไปตั้งแต่ Pre-flop แล้วหรือถ้ามีไพ่ดีกว่า Top Pair ของเราเขาก็คง Re-raise มาบ้างแล้ว

ดังนั้น ตรงนี้เราสามารถ Bet อีกครั้งแบบไม่ต้องใหญ่มากได้ตรง River อาจจะสัก 2/5 Pot เพื่อให้อีกฝ่ายที่อาจจะมีคู่ J สามารถ Call ตามมาได้

แต่สถานการณ์แบบนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้เล่นที่เจอด้วย สิ่งสำคัญเลยคือเราต้องรู้ว่าอีกฝ่ายเล่นสไตล์ยังไง เขาชอบ Call ตามไหม Bet ราคาเท่าไหร่เขาถึงจะ Call และราคาเท่าไหร่เขาจะหมอบ บางคนเวลาเจอ Bet ใหญ่ๆแล้วชอบ Call เพราะคิดว่าบลัฟแต่บางคนเจอ Bet เล็กๆแล้วไม่ชอบคิดว่าโดนเล่นแน่ๆ เพราะฉะนั้น คุณจึงต้องผสมผสานการเล่นและใช้ Bet Size ผสมๆกันระหว่างบลัฟและ Value ด้วย

แสดงความเห็น
error: Content is protected !!