Blind Stealing – การขโมยบลายด์ ความสำคัญและวิธีการ

การขโมยบลายด์ ()

การขโมยบลายด์ในโป๊กเกอร์หมายถึง การที่เรา Raise ในช่วง Pre-flop โดยหวังให้ผู้เล่นคนอื่นหมอบเพื่อจะชนะเอาเงินบลายด์ (Big Blinds and Small Blinds) หากเรา Raise ไปแล้วทุกคนหมอบ เราจะชนะและได้เงินทั้งหมดไปโดยไม่เกี่ยงว่าคุณจะถือไพ่ดีหรือแย่แค่ไหนและไม่จำเป็นต้องดูฟลอบ นั้นหมายความว่าคุณสามารถเล่นแบบดุดัน (Aggressive) ได้ถึงแม้คุณจะถือไพ่แย่ๆ อยู่ เพราะจุดประสงค์จริงๆ คือการขโมยเงินบลายด์

ทำไมการขโมยบลายด์ถึงสำคัญ

ลองจินตนาการว่าคุณอยู่ในตำแหน่ง BTN (Button) และถือ 9-8 ดอกจิก ผู้เล่นก่อนหน้าคุณหมอบทุกคน คุณ Raise โดยหวังจะขโมยเงินบลายด์ เราลองมาคำนวณดูกันว่าหากเราเล่นในสถานการณ์แบบนี้เราจะได้กำไรในระยะยาวหรือไม่ โดยสมมติให้

  1. ตำแหน่ง SB (Small Blind) มีโอกาสหมอบให้กับคนขโมย 85%
  2. ตำแหน่ง BB (Big Blind) มีโอกาสหมอบให้กับคนขโมย 45%

P(s) = P(SBf) * P(BBf) = โอกาสที่ SB จะหมอบ x โอกาสที่ BB จะหมอบ

P(s) = 0.85*0.45 = 0.38 = 38%

เรามีโอกาสถึง 38% ที่จะใช้ไพ่ 9-8 ดอกจิกขโมยเงินบลายด์ได้สำเร็จโดยไม่จำเป็นต้องสู้ นั่นหมายความว่า ในอัตราส่วนเงินบลายด์ 1/2 (เช่น $5 SB และ $10 BB หรือ $1/$2) คุณจะมีโอกาส 38% ที่จะได้เงิน 1.5 หากขโมยสำเร็จ และจะเสียเงินไป 2 หากขโมยไม่สำเร็จ ค่า EV (Expected Value) จะได้ดังนี้

0.38 * 1.5 + 0.62 * (-2) = -0.67

ถึงค่า EV เป็นลบแต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรจะขโมย เพราะในกรณีนี้เราจะเสียเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและจะเสียเงินได้ก็ต่อเมื่อผู้เล่นในตำแหน่ง SB หรือ BB คอลตามมาแล้วชนะเราทุกครั้ง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่จะชนะทุกครั้ง เพราะทุกมือที่เราใช้ขโมยจะยังเหลือโอกาสชนะอยู่เสมอ แถมเรายังมีตำแหน่งที่ดีกว่าอีกต่างหาก (ตำแหน่ง BTN) หรือลองสมมติให้คู่ต่อสู้คอล (Call) ตามเรามา (62%) โดยมักจะถือ AA (มือเริ่มต้นที่ดีที่สุดในเกม) มาเจอกับมืออย่าง 9-8 ดอกจิกที่ใช้ขโมยก็ยังมีโอกาสชนะเหลืออยู่ ทีนี้ลองมาคำนวณดูว่า หากเราชนะแค่ 30% ทุกครั้งที่เราได้ดูฟลอบค่า EV จะเป็นเท่าไร

EV = 0.38 * 1.5 + 0.7 * 0.62 * (-2) + 0.3 * 0.62 * 2.5 = 0.167

ในสถานการณ์นี้จะสมมติว่าเราจะได้เงินแค่จากที่อีกฝ่ายคอลตามมา ซึ่งโดยปกติเรามักจะได้มากกว่านั้นเพราะอีกฝ่ายจะไม่หมอบไพ่ที่แย่กว่าตลอดทุกครั้งหลังฟลอบออกมา แต่กลับกันถ้าเราแพ้มือนั้น เราก็คงไม่เสียไปแค่เงินที่ใช้ขโมยไปตอนแรกหรอก แต่ด้วยตำแหน่งที่ดีกว่าเราก็ควรจะใช้ให้เป็นประโยชน์ และอย่าลืมว่ามีเพียงบางมือเท่านั้นที่ใช้เล่นได้ในสถานการณ์แบบนี้ เพราะถึงโอกาส 70:30 จะทำกำไรให้เรา แต่โอกาส 80:20 (ชนะแค่ 20% เมื่ออีกฝ่ายคอลตาม) นั้นไม่ได้กำไร ดังนี้

EV = 0.38 * 1.5 + 0.8 * 0.62 * (-2) + 0.2 * 0.62 * 2.5 = -0.112

แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นแบบนี้เสมอไป เพราะนอกจากเรื่องโอกาสขโมยเงินบลายด์สำเร็จ หรือ โอกาสที่ไพ่เราจะชนะหากคู่ต่อสู้ขัดขืน ก็ยังมีนิสัยของคู่ต่อสู้ว่าเขาหมอบบ่อยแค่ไหนที่จะต้องคำนึงถึง

แต่เดี๋ยวก่อน!

ถึงจะคำนวณไปให้ดูแล้วว่าถึงแม้จะใช้ไพ่แย่กว่าปกติขโมยเงินบลายด์ได้จากตำแหน่ง BTN แต่ก็ใช่ว่ามันจะดีเสมอไป เพราะตัวเลขที่กำหนดขึ้นไม่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกเกมที่เราเล่น และจะมีผู้เล่นบางประเภทที่ไม่สนว่าใครจะ Raise มายังไงแต่ฉันจะคอลเพราะฉันลงเงินบลายด์ไปแล้ว ซึ่งหากเจอกับผู้เล่นประเภทนี้ คุณควรจะ Raise ก็ต่อเมื่อคุณคิดว่ามีไพ่ดีกว่าของเขา (Raise for value) ต่อมาก็มีพวกผู้เล่นที่เล่นในตำแหน่ง Blind ได้เก่งๆ พวกนี้จะรู้ว่าคุณ Raise มาด้วยไพ่แย่ๆ ในตำแหน่ง BTN มากกว่าตำแหน่งต้นๆ (Early Position) หากคุณเจอกับผู้เล่นเก่งก็เตรียมเจอเขา 3-bet กลับได้เลย และเขาจะคอลในตำแหน่ง BB มากขึ้นเพราะเขาคิดว่าคุณ Raise มาด้วยกลุ่มไพ่ (Range) ที่ค่อนข้างกว้าง เพราะฉะนั้นหากคุณเจอประเภทนี้ก็ควรจะเล่นให้รัดกุม (Tight) มากขึ้น นอกจากนี้หากคุณเล่นช่วง Post-flop ได้ไม่ดี คุณจะไม่สามารถทำกำไรจากการขโมยบลายด์ได้เลย ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ในการเล่นสถานการณ์แบบนี้มาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เทคนิคจำง่ายๆ ก่อนจะ Blind Stealing

การจะทำให้การขโมยบลายด์ของเราไม่โจ่งแจ้งเกินไปนั้นควรจะพิจารณาจากสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้

  1. หากเจอกับพวกไม่ชอบหมอบ หาไพ่ดีๆ แล้วก็ Raise เพื่อทำกำไรอย่างเดียว ใช้ตำแหน่งให้เป็นประโยชน์และเล่นแบบตรงไปตรงมา หรือพูดง่ายๆ คือ หากคุณคิดว่าไพ่ดีกว่าเขาก็ Bet หากคิดว่าไม่ก็ Check
  2. หากเจอกับพวกที่เล่นเฉพาะไพ่ใหญ่ๆ จากตำแหน่งBlinds เช่น เลือกเล่นเฉพาะไพ่แบบเดียวกับตำแหน่ง UTG ให้คุณ Raise ไปเลยด้วยไพ่ 2 ใบอะไรก็ตามที่ได้มา ซึ่งผู้เล่นประเภทนี้หายาก จำง่ายๆ ก็คือหากเจอกับผู้เล่นที่เล่น Tight เกินไปในตำแหน่ง Blinds ให้เล่น LAG (Loose and Aggressive) กับเขา

นอกจาก 2 อันนี้ก็ยังมีเกณฑ์อันอื่นมาให้คุณพิจารณาเพิ่มอีกนั่นคือ

หวือหวา (Loose) หรือ รัดกุม (Tight) คุณควรจะขโมยเมื่อเจอกับผู้เล่น Tight มากกว่าเจอกับพวก Loose

ตุกติก (Tricky) หรือ เถรตรง (Straightforward) หากเจอกับพวกลูกเล่นตุกติกเยอะก็คงจะปวดหัวน่าดู เช่น คุณถือ 10-8s Raise จาก BTN ตำแหน่ง BB คอล Flop Q-T-5 เขา Check คุณ Bet และโดนสวนกลับด้วย Check-Raise ไงต่อล่ะทีนี้ ถ้าเขารู้ว่าคุณขโมยบ่อย เขาก็อาจจะ Check-raise กลับมาด้วยแค่คู่ 5 หรือแม้แต่ A-high หรืออาจจะ Straight Draw ก็ได้ เพราะฉะนั้นจำง่ายๆว่า ยิ่งอีกฝ่ายตุกติกมากเท่าไหร่ คุณก็ควรจะขโมยให้น้อยลง

ดี (Good) หรือ แย่ (Bad) อันนี้จะไม่ค่อยสำคัญมาก เพราะผู้เล่นดีๆ ก็สามารถเล่นแบบตรงไปตรงมาได้ และผู้เล่นแย่ๆ ก็สามารถเล่นแบบตุกติกได้เช่นกัน แต่ส่วนตัวก็อยากจะเล่นกับพวกผู้เล่นดีๆ ที่เล่นตรงไปตรงมามากกว่า เพราะถ้าเจอกับผู้เล่นแย่ๆ ที่ชอบเล่นตุกติก เล่นท่ายากๆ เรามีโอกาสเล่นพลาดมากกว่าและจะคุมเกมไม่ได้ซึ่งถ้าเจอกับพวกที่ตรงไปตรงมามันก็จะไม่ค่อยเกิดขึ้นหรอก

ดุดัน (Aggressive) หรือ อ่อนแอ (Passive) หากเจอกับพวกดุดันแนะนำให้คุณขโมยโดยใช้พวกไพ่แบบ Speculative Hands (เช่น Pocket Pairs, Suited connectors) เพราะมือพวกนี้หากคุณติดของดีขึ้นมาจะได้กวาดพวกดุๆ ทั้งหลายให้ชิพหายหมด ส่วนถ้าเจอแนวอ่อนแอหน่อยใช้ไพ่อย่าง J-4 หรือ K-2o ไปขโมยก็ไม่แย่เพราะผู้เล่นประเภทนี้จะคอลตามเฉยๆ หากเขาติดอะไรสักอย่าง เลยไม่ต้องไปกังวลมาก

ถ้าจะเล่นก็ Raise

อย่าลืมว่าจุดประสงค์คือขโมยบลายด์ (Blind Stealing) หากอยู่ตำแหน่งท้ายๆ แล้วมีไพ่ที่อยากเล่นก็ควรจะ Raise ไปเลย เพราะเราสามารถเอาชนะได้โดยไม่จำเป็นต้องดูฟลอบ หรือถ้าต้องสู้เราก็ยังมีโอกาสชนะและตำแหน่งที่ดีกว่าอยู่ มีหลายครั้งที่ผมเห็นคู่ต่อสู้ Raise สลับระหว่างไพ่อ่อนๆ กับไพ่แข็งๆ และลิมพ์ (Limp) ไพ่ Suited connectors กลางๆ ในตำแหน่ง BTN ซึ่งจริงๆ หากเราเห็นไพ่ในมือเราน่าเล่น เราก็ควรจะ Raise แทนเพราะได้ประโยชน์มากกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม การจะ Limp ก็ไม่ผิดหากคุณคิดว่าผู้เล่นในตำแหน่ง Blinds เล่น Post-flop ได้ไม่ดีและมักจะไม่หมอบถ้าคุณ Raise ไป การ Limp ด้วยไพ่ระดับกลางๆ ไปก็ไม่เสียหาย เพราะยังไงอีกฝ่ายก็คงไม่หมอบอยู่แล้ว สู้เราเก็บเงินน้อยๆ ที่จะใช้ Raise ไปสู้กับเขา Post-Flop ดีกว่า

Flop ออกแล้วทำไงดี

คุณ Raise ไปด้วยไพ่กลางๆ ในตำแหน่ง BTN และ BB คอลตามมา เขา Check ตรง Flop คุณจะ Bet หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่คุณสั่งสมมา แต่ด้วยทริคเล็กๆ อันนี้จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาเก็บประสบการณ์ได้มากขึ้น

อันดับแรกก็มาดูเรื่องเหตุผลที่จะต้อง Bet หรือ Raise ซึ่งใช้ได้กับทุกสถานการณ์ในโป๊กเกอร์

  1. ไพ่ที่ดีกว่าอาจจะยอมหมอบ
  2. ไพ่ที่แย่กว่าอาจจะคอลตาม
  3. คุณอาจจะ “ซื้อตำแหน่ง (Buy the button)” หมายความว่าทุกคนไม่ได้หมอบหรอก แต่คุณ Bet ไปแล้วคนที่มีตำแหน่งที่ได้เล่นหลังจากคุณยอมหมอบและคุณกลายมาเป็นผู้เล่นที่ได้ตัดสินใจคนสุดท้าย
  4. คุณอาจจะใช้การซื้อตำแหน่งหรือเป็นคนสุดท้ายที่ได้เล่นอยู่แล้วแต่ Bet เพื่อต้องการจะดูไพ่ฟรีๆ ในช่วงการเล่นต่อไป
  5. คุณอาจจะ “ซื้อ Outs ให้ตัวเอง (Buy yourself outs)” หรือ Bet เพื่อให้อีกฝ่ายยอมหมอบไพ่ที่ไม่ได้เหนือกว่าของคุณและทำให้โอกาสชนะโดยรวมในพอทของคุณมากขึ้น
  6. การ Bet ของคุณจะช่วยให้ได้ข้อมูลไพ่บนมืออีกฝ่ายซึ่งจะช่วยในการตัดสินใจในช่วงการเล่นต่อไป

ชัดเจนเลยว่าข้อ 3 กับ 5 ไม่สามารถใช้ได้ในสถานการณ์ดวลตัวต่อตัว (Heads-up) และข้อ 6 ก็เป็นที่กังขาว่าจะช่วยให้ได้กำไรได้ยังไงในสถานการณ์ สรุปคือข้อ 1, 2 กับ 4 น่าจะใช้เล่นได้ดี และข้อ 1 กับ 2 เป็นข้อที่ใช้กันประจำอยู่แล้วเมื่อคุณ Raise จาก BTN ถ้าคุณ Raise Pre-flop ด้วย A-7 ตำแหน่ง BTN และ BB คอลตาม Flop ออกมา Q-8-2 คุณควรจะ Bet ต่อถ้าอีกฝ่าย Check เพราะตามสถิติเขาน่าจะไม่มีไพ่ A ที่เหนือกว่าคุณ และเขาก็ไม่น่าจะติดไพ่อะไรสักอย่างใน Flop ที่สุ่มๆ ออกมา ตามหลักสถิติคุณจึงยังดูเหนือกว่าอยู่ในมือนี้ ซึ่งหากเขามีไพ่ที่แย่กว่าคุณ การ Bet จะบังคับให้เขาต้องเลือกระหว่าง:

  • คอลตามไปด้วยไพ่ 2 ใบที่ไม่ติดคู่อะไรเลย ได้แต่หวังว่าจะติดอะไรสักอย่างในช่วง Turn ซึ่งเขาไม่มีค่า Pot odds ที่ดีพอจะทำอย่างนั้น
  • หมอบและยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่มีโอกาสชนะอันน้อยนิด (เช่น ถ้าเขามี 6 Outs ก็จะมีโอกาสชนะเหลืออยู่ประมาณ 25% สำหรับไพ่เทิร์นและริเวอร์)

ซึ่งเขาแพ้ทั้งสองทางที่เขาต้องเลือก และอย่าลืมนะว่าเขาก็ไม่รู้หรอกว่าเราก็ไม่ติดอะไรเลยเหมือนกัน เขาก็เลยประเมินโอกาสชนะของตัวเองต่ำเกินจริง

ตัวอย่างต่อไปคือ คุณ Raiseด้วย ไพ่ T-9 แทนในตำแหน่ง BTN และได้ Flop เดียวกัน คุณ Bet เหมือนเดิม แต่ครั้งนี้เหมือนว่าคุณจะไม่ได้เป็นฝ่ายนำอยู่ แต่ถ้าคุณ Bet ผู้เล่นส่วนใหญ่ก็มักจะหมอบไพ่อย่าง J-6 ซึ่ง ณ ขณะนี้มีโอกาสชนะมากกว่าไพ่ของคุณอยู่ (J-high)

มีข้อยกเว้นอยู่ 2-3 อย่างที่คุณไม่ควรจะทำเมื่อพยายามจะขโมยแล้วได้ Heads-up คือ บางคนเลือกที่จะ Slow play ด้วยไพ่ใหญ่ๆ เช่น ติดตองตอนฟลอบออก ซึ่งถือเป็นความคิดที่ไม่ดีเท่าไหร่ ปกติถ้าตำแหน่ง BB ติดไพ่อะไรสักอย่างก็มักจะไม่หมอบให้ C-bet กันหรอก เผลอๆ จะ Check-raise คุณด้วยซ้ำ แต่ถ้าเขาไม่ติดอะไรเลยก็จะมีอยู่ 2 สถานการณ์คือ

  • ไพ่เขาจะพัฒนาในช่วงเทิร์น (ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นหรอก) ทีนี้ถ้าคุณไปรอ Raise ช่วงเทิร์น (Turn) คุณกำลังแสดงให้เห็นว่าไพ่คุณโคตรเจ๋งในพอท (Pot) ขนาดจิ๋ว ซึ่งเขาก็จะยอมหมอบไพ่อ่อนๆ ไปแต่โดยดี
  • ไพ่เขาจะไม่พัฒนาในช่วงเทิร์น (เกิดขึ้นบ่อย) ผู้เล่นที่ Aggressive หน่อยก็อาจจะบลัฟคุณบ้าง คุณก็ Raise กลับและสุดท้ายเขาก็หมอบ ส่วนพวกผู้เล่น Tight หน่อยก็จะ Check พอคุณ Bet เขาก็จะหมอบเพราะ Pot odds ที่เขาได้นั้นแย่โคตรๆ

เงินที่ได้จากการ  Slow play รวมกับเงินที่พวก Aggressive บลัฟคุณ ยังไม่เท่ากับเงินที่คุณเก็บเล็กผสมน้อยจากการ Bet ในช่วง Flop เลย และถ้าคุณดวงกุดจริงๆ การเล่น Slow play ของคุณอาจจะทำให้คุณโดนอีกฝ่ายพลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะอีกต่างหาก

หลังจากนั้นล่ะ

ก็ตัวใครตัวมันล่ะครับ 5555+ ถึงตอนนี้คุณน่าจะได้ข้อมูลมาบ้างแล้วแหละว่าอีกฝ่ายถือไพ่แบบไหนอยู่โดยอิงจากปัจจัยต่างๆ ที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้มารวมกับการที่เขายอมเสียเงินคอล Raise Pre-flop ในตำแหน่ง BB และเขาตอบโต้ยังไงกับการใช้ C-bet ของเรา มีคำแนะนำสุดท้ายคือ ถ้าเจอกับพวกผู้เล่นที่คิดเยอะๆ เขาจะ Check-raise ใน Flop บ่อยมากด้วยไพ่ดีๆ ไพ่อ่อนๆ หรือบางครั้งก็บลัฟล้วนๆ (Pure Bluff) ก่อนที่คุณจะหมอบไพ่ A-high ของคุณไปก็คิดให้แน่ใจเสียก่อนเถอะว่าคำนวณ Outs กับ Pot odds ดีหรือยังและพิจารณาว่าผู้เล่นแบบนี้จะเล่นแบบไหนกับคุณ หลังจากนั้นก็ตัดสินใจไปโลด

 

Credit: https://www.cardschat.com/blind-stealing.php

แสดงความเห็น
error: Content is protected !!